TH News

ข่าวภาษาไทย

พม่าตั้งเป้าคนใช้มือถือ 80%

leave a comment »

มีเพียง 7.08% ของประชากรกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ ที่เข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังนั้น เรากำลังดำเนินแผนที่จะเพิ่มจำนวนการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็น 22.8% ในปีงบประมาณ 2556-2557 และขยายเพิ่มเป็น 50% ในปีงบประมาณ 2557-2558 และเพิ่มเป็น 75-80% ในปี 2558-2559” ประธานาธิบดีเต็งเส่ง ระบุ

ในวันที่ 27 มิ.ย. บริษัทเทเลนอร์ ของนอร์เวย์ และบริษัทอูริดู ของกาตาร์ ได้กลายเป็นบริษัทต่างประเทศ 2 รายแรกที่ได้รับมอบสัมปทานในการดำเนินการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพม่า

ใบอนุญาตสัมปทานนาน 15 ปี มีข้อกำหนดให้ทั้งสองบริษัทต้องให้บริการด้านเสียง ครอบคลุมพื้นที่ 75% ของประเทศ และให้บริการด้านข้อมูล ครอบคลุมพื้นที่ 50% ของประเทศ ภายในเวลา 5 ปี ซึ่งในปัจจุบัน พม่ายังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนรองรับเครือข่ายโทรศัพท์ครอบคลุมทั่วประเทศ

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงโทรคมนาคมและข่าวสาร ระบุว่า ผู้ได้รับสัมปทานทั้งสองบริิษัทต้องจ่ายเงินชดเชย 200 ล้านดอลลาร์ หากล้มเหลวที่จะดำเนินการตามข้อตกลงในการเข้าลงทุนเบื้องต้น

“พวกเขาต้องวางเงิน 200 ล้านดอลลาร์ ที่เรียกว่า การค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา และเราจะออกใบอนุญาตหลังบริษัทจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว หากพวกเขาไม่สามารถที่จะดำเนินการได้สำเร็จ เราจะหักเงินจากเงินค้ำประกันนั้น” รัฐมนตรีช่วยกล่าว

บริษัทฟรานซ์เทเลคอม และบริษัทมารุเบนิ คอมมิวนิเคชัน จากญี่ปุ่น เป็นบริษัทสำรองหากสองบริษัทแรกล้มเหลวที่จะดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย.

Written by beername

กรกฎาคม 14, 2013 at 6:57 am

ตามหาพระเจดีย์กลางน้ำ “องค์พระสมุทรเจดีย์”

leave a comment »

 

  ปาก น้ำที่ฉันว่านั้นก็คือเมืองปากน้ำ หรือ จ.สมุทรปราการ นี่เอง ที่ว่าเป็นปากน้ำก็เพราะเป็นเป็นทางออกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปสู่ทะเลอ่าวไทย นั่นเอง

และถ้าบอกว่าจะมาเที่ยวที่เมืองปากน้ำ ฉันคิดว่าใครๆ ก็คงอยากเห็นพระเจดีย์กลางน้ำเป็นแน่ แต่ต้องบอกกันไว้ก่อนว่า หากไปขับรถเที่ยวหาเจดีย์ที่อยู่กลางน้ำตอนนี้แล้วไม่มีทางเจออย่างแน่นอน เพราะนี่เป็นชื่อเรียกที่ติดปากชาวบ้านกันมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่มาและเรื่องราวการสร้าง “องค์พระสมุทรเจดีย์” นั่นเอง

พระวิหารหลวง

เหตุที่เรียกว่าพระเจดีย์กลางน้ำนั้นก็เพราะว่า ในสมัยแรกที่มีการสร้างนั้น พื้นที่ตรงนี้มีลักษณะเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นบนเกาะนั้น เพื่อเป็นที่สักการบูชาของผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาให้เป็นสิริมงคล และป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงได้

โดยพื้นที่ของสมุทรปราการในสมัยก่อนนั้น เป็นเมืองเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตัวเมืองเก่าจริงๆ นั้นอยู่ในบริเวณ อ.พระประแดง และมีชื่อเรียกในตอนนั้นว่าเมืองพระประแดง ใช้เป็นสถานที่พักของชาวต่างชาติที่มาติดต่อค้าขายกับชาวไทย เนื่องจากเป็นบริเวณปากอ่าว มีการเดินทางสัญจรออกทะเลได้ง่าย

นอกจากจะมีพระราชดำริให้สร้างพระเจดีย์กลางน้ำแล้ว ก็ยังทรงพระราชทานนามพระมหาเจดีย์นี้ว่า “พระสมุทรเจดีย์” เนื่องจากมีพระราชประสงค์ให้เป็นศาสนสถานอันเป็นพระมหาเจดีย์คู่เมือง สมุทรปราการต่อไป แต่การก่อสร้างพระเจดีย์ยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ทำได้เพียงการถมศิลาเพิ่มฐาน ก็เสด็จสวรรคตไปเสียก่อน และพระสมุทรเจดีย์นั้นก็มาสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3

พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ประดิษฐานในพระวิหารหลวง

แต่พระสมุทรเจดีย์ที่เราเห็นกันในตอนนี้นั้นไม่ใช่องค์เดิมกับที่ สร้างเสร็จสมัยรัชกาลที่ 3 แต่อย่างใด เพราะในรัชกาลที่ 4 เกิดมีมารศาสนาปีนขึ้นไปบนพระเจดีย์แล้วเจาะขโมยเอาพระบรมสารีริกธาตุที่ บรรจุไว้ออกไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างองค์พระเจดีย์ที่ใหญ่และสูงขึ้นไปอีก ครอบพระเจดีย์องค์เดิมไว้ เพื่อไม่ให้มีใครปีนขึ้นไปได้อีก ดังนั้น จึงเป็นที่มาของพระสมุทรเจดีย์องค์ที่งามสง่า เห็นเด่นชัดอยู่จนปัจจุบันนี้

ถ้าถามว่าทำไมปัจจุบันไม่มีลักษณะของการเป็นเจดีย์กลางน้ำแล้ว ก็ต้องบอกว่าเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ตะกอนดินต่างๆ ก็ทับถมกันมากเข้า จนทำให้ตลิ่งทางฝั่งขวาของแม่น้ำยื่นออกมาจนเชื่อมติดกับเกาะกลางน้ำ และทำให้พระสมุทรเจดีย์องค์นี้ไม่ได้อยู่กลางน้ำอีกต่อไป

แต่ถึงไม่ใช่พระเจดีย์กลางน้ำ ความงดงามก็ยังไม่ได้จางหายไป สังเกตได้จากเมื่อยามที่เดินเข้ามาถึงบริเวณรอบๆ องค์พระสมุทรเจดีย์ จะมองเห็นความงดงามที่โดดเด่น ความขาวสะอาดขององค์พระเจดีย์ ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า และความเขียวขจีของต้นไม้และต้นหญ้า อีกทั้งยังมีทิวทัศน์ริมน้ำเจ้าพระยาเป็นฉากหลัง

ศาลาทรงยุโรป

ฉันเดินแวะชมนั่นชมนี่เรื่อยมาตามทาง แล้วก็มาถึง พระวิหารหลวง ที่ต้องเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ด้านใน เป็นพระพุทธรูปยืนแบพระหัตถ์สองข้างยกขึ้น เชื่อกันว่าการประดิษฐานพระปางห้ามสมุทรไว้ที่นี่จะช่วยห้ามสิ่งเลวร้ายที่ จะเกิดขึ้นจากทะเล อย่างเช่น พายุเข้าทางปากน้ำ

จากนั้นเดินลัดเลาะออกมาทางขวามือ ชมองค์พระสมุทรเจดีย์แล้วก็จะยังเห็นสิ่งก่อสร้างอีกหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ หอระฆัง และ หอเทียน ที่อยู่ใกล้กับพระวิหารหลวง เก๋งจีน เป็นศาลารายเดิม ใช้เป็นศาลาที่พักที่สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมจีน และยังมี หลักผูกเรือ ลักษณะเป็นหลักศิลาแปดเหลี่ยมที่ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปดอกบัวตูม

อ้อมไปอีกด้านขององค์พระเจดีย์ จะเห็นอาคารทรงยุโรปที่เรียกว่า ตึกฝรั่ง หรือ ศาลาทรงยุโรป อาคาร หลังนี้เพิ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นศาลาโถง 5 ห้อง ก่อสร้างในลักษณะทรงยุโรปประตูโค้งมน ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ภายในมีปูนปั้นประดับประดาสวยงาม มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับการสร้างเมืองสมุทรปราการและการสร้างพระสมุทร เจดีย์ และที่ด้านในสุดประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย ให้ได้ไปกราบสักการะกันด้วย

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ส่วนที่ด้านหลังของศาลาทรงยุโรปจะเป็น ฐานโพธิ์ ที่สร้างขึ้นพร้อมๆ กับศาลาทรงยุโรปนี่เอง เดิมนั้นได้ปลูกต้นโพธิ์ไว้เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่ต่อมาต้นโพธิ์ต้นเดิมถึงแก่อายุขัย จึงได้มีการนำหน่อโพธิ์พุทธคยามาปลูกไว้แทนที่เดิมจนกระทั่งปัจจุบัน

มาถึงองค์พระสมุทรเจดีย์ นอกจากจะมาสักการะองค์พระเจดีย์และพระพุทธรูปเพื่อความเป็นสิริมงคลกับตัว เองแล้ว ก็อย่าลืมมาเดินเล่มรับลมเย็นริมแม่น้ำกันหน่อย เพราะบริเวณนี้เขาได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถมาเดินชมทัศนียภาพรอบๆ ได้แล้ว

ฐานโพธิ์

ที่สำคัญ ในแต่ละปีนั้นทาง จ.สมุทรปราการ จะมีการจัดงานประจำปี “งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์” ขึ้นทุกๆ ปี โดยจะจัดงานตั้งแต่วันแรม 5 ค่ำเดือน 11 เป็นต้นไป เป็นเวลา 12 วัน 12 คืน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก มีพุทธศาสนิกชนแห่แหนมาร่วมงานบุญนี้เป็นจำนวนมาก โดยภายในงานจะมีประเพณีการห่มผ้าแดงให้แก่องค์พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งชาวบ้านจะช่วยกันเย็บผ้าแดงผืนใหญ่นี้ มีพิธีการบวงสรวง ขบวนแห่ผ้าแดงทั้งทางบกและทางน้ำ ใครที่สนใจมาร่วมงานในปีนี้ก็เตรียมตัวรอให้พร้อมกันเลย

แต่สำหรับคนที่จะไปเที่ยวสมุทรปราการในวันเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ (13-14 ก.ค. 56) ฉันขอแนะนำให้แวะไปเที่ยวงาน “รำลึก 120 ปี วิกฤตการณ์ ร.ศ.112” ที่จะจัดขึ้น ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า อ.พระสมุทรเจดีย์ อยู่ไม่ไกลจากองค์พระสมุทรเจดีย์มากนัก ในงานมีกิจกรรมมากมายทั้งนิทรรศการ งานเสวนา การแสดงแสงสีเสียง ถ้าไปสักการะองค์พระสมุทรเจดีย์แล้ว บ่ายๆ เย็นๆ ก็แวะไปเที่ยวงานสักหน่อย จะได้สนุกไม่เสียเที่ยว

องค์พระสมุทรเจดีย์ที่งามสง่า

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

“องค์พระสมุทรเจดีย์” ตั้งอยู่ที่ บ้านเจดีย์ ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 07.00-19.00 น.

การเดินทาง
รถยนต์ส่วนตัว ไปตามเส้นทางถนนสุขสวัสดิ์ เมื่อถึงทางแยกตรงหอนาฬิกาของอำเภอพระสมุทรเจดีย์ เลี้ยวซ้ายไปตามถนน ตรงไปสุดทางจะเจอองค์พระสมุทรเจดีย์
ทางเรือโดยสาร นั่งเรือข้ามฟาก จากฝั่งปากน้ำที่ท่าเรือวิบูลย์ศรี-พระสมุทรเจดีย์ ค่าโดยสารเรือ 3 บาท
รถโดยสาร สายที่ผ่านคือ สาย 20

Written by beername

กรกฎาคม 12, 2013 at 11:36 pm

“พระมหามัยมุนี” พระพุทธรูปมีชีวิต มหาศรัทธาแห่งพม่า

leave a comment »

แม้ ชาวพม่าส่วนใหญ่จะเชื่อว่า พระมหามัยมุนีสร้างมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่ตามประวัติและตำนานส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า พระมหามัยมุนีสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 688 โดยพระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์ชาวยะไข่แห่งเมืองธรรมวดี แคว้นยะไข่

พระเจ้าจันทสุริยะมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างมาก ใฝ่ฝันว่าอยากกราบไหว้พระพุทธองค์ จึงทำการสร้างพระพุทธรูปเพื่อตัวแทนของพระองค์ขึ้น ซึ่งในการสร้างมีตำนานปลีกย่อยการการสร้างพระพุทธรูปของบ้านเรา คือ เมื่อเททองหล่อไป 2 ครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งในครั้งที่ 3 จู่ๆก็มีบุคคลลึกลับที่เชื่อกันว่าเป็นเทวดาจำแลงมาเททองให้จนประสบความ สำเร็จ เป็นพระพุทธรูปอันงดงามจนถึงปัจจุบัน

พระมหามัยมุนีปิดทองได้ทั่วองค์ ยกเว้นพระพักตร์

พระมหามัยมุนีได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปมีชีวิต เพราะชาวพม่าเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้มาประทานลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปใน พระวรกายของพระพุทธรูปองค์นี้

พระมหามัยมุนีจึงเป็นดังตัวแทนของพระพุทธองค์ที่มีชีวิตจิตใจ ใครที่มากราบไหว้บูชาจะได้รับศรัทธาอันสูงล้ำ

พระเจ้าเนื้อนิ่ม มหาศรัทธาของชาวพุทธ

พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปหล่อทองสำริด ปางมารวิชัยทรงเครื่อง หน้าตักกว้าง 9 ฟุต สูง 12 ฟุต ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ “วัดมหามัยมุนี” หรือชื่อแท้ดั้งเดิมคือ วัดปยกยี(Payagyi) ที่หมายถึงวัดยะไข่ เพราะเดิมพระมหามัยมุนีประดิษฐานอยู่ที่เมืองยะไข่

ทองคำเปลวที่ถูกปิดมากมายจนได้ชื่อว่าพระเจ้าเนื้อนิ่ม

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และความวิจิตรงดงามของท่าน ทำให้เป็นที่หมายปองของกษัตริย์พม่ามาหลายยุคหลายสมัย มีความพยายามที่จะย้ายท่านจากเมืองยะไข่มาสู่เมืองหลวงของตน แต่ไม่มีผู้ใดสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกมาจากเมืองยะไข่ได้ จนกระทั่งในสมัย “พระเจ้าปดุง” ถึงสามารถอัญเชิญพระมหามัยมุนีข้ามแม่น้ำอิระวดีมาประทับที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2327

ในเรื่องนี้ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์พม่า ได้วิเคาระห์ตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ “สู่ลุ่มอิระวดี”ว่า ผลจากความสำเร็จในการอัญเชิญพระมหามัยมุนี ทำให้พระเจ้าปดุงมีความฮึกเหิมเชื่อมั่นว่าพระองค์มีพลานุภาพเหนือกว่า มหาราชองค์อื่นๆในอดีต(ของพม่า) ไม่ว่าจะเป็น บุเรงนองมหาราช อโนรธามหาราช หรืออลองพญามาหราช พระเจ้าปดุงจึงยกพลกรีธาทัพยอกมาตีกรุงรัตนโกสินทร์ถึงสองครั้ง ในศึกเก้าทัพ และศึกรบพม่าที่ท่าดินแดง แต่ต้องแพ้พ่ายกลับไปทั้ง 2 ครั้ง

แม้จะปิดทองไม่ได้ เข้าใกล้ได้เพียงในขอบเขตที่กำหนด แต่ทุกๆวันจะมีผู้หญิงชาวพม่ามากราบไหว้สักการะกันเป็นจำนวนมาก

กลับมาที่เรื่องของพระมหามัยมุนีกันต่อ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องลือระบือไกล ทำให้แต่ละวันมีชาวพม่า ชาวพุทธชาติอื่นๆ และรวมถึงพุทธศาสนิกชนชาวไทย หลั่งไหลมาสักการบูชาท่านเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เช้ายันเย็น มีเหล่าบุรุษมาเข้าคิวต่อแถวขึ้นไปปิดทององค์พระกันอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ชายสามารถขึ้นไปปิดทององค์พระแบบถึงตัวใกล้ชิดได้ แต่ห้ามปิดทองบริเวณพระพักตร์หรือหน้า ส่วนผู้หญิงนั้นห้าม ให้กราบไหว้บูชาที่ด้านล่าง โดยมีเขตห้ามผู้หญิงล้ำเข้าไป ส่วนใครอยากจะปิดทองก็ให้ฝากผู้ชายขึ้นไปปิดแทน เพราะศรัทธานั้นอยู่ที่ใจ

รอยทองคำเปยวพอกพูนตะปุ่มตะป่ำอันเกิดจากศรัทธาของชาวพุทธ

และด้วยแรงศรัทธาจากมหาชนเดินทางมาปิดทองกันเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน มีการปิดทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ทองคำเปลวที่องค์พระพอกพูนมหาศาลจนพระวรกายอวบอ้วนมีตะปุ่มตะป่ำทั่วไป หมดทั้งด้านหน้าด้านหลัง จนใครหลายๆคนเรียกขานท่านว่า “พระพุทธรูปทองคำเนื้อนิ่ม” หรือ “พระเจ้าเนื้อนิ่ม” ซึ่งผมได้ลองกดนิ้วลงไปในบาง ปรากฏว่านุ่มมือสมชื่อ

พระพักตร์พระมหามัยมุนีเปรียบเทียบยุคต่างๆ

ส่วนพระพักตร์ที่ไม่ได้ปิดทองที่ดูเปล่งรัศมีอิ่มเอิบเปี่ยมพลังแห่ง ศรัทธานั้น ไกด์ชาวพม่าที่นำเที่ยวมัณฑะเลย์บอกกับผมว่าพระพักตร์หรือใบหน้าของพระมหา มัยมุนีในแต่ละยุคสมัยจะดูเปลี่ยนไปตามรูปทรงของทองที่ปิดพระวรกาย โดยที่วัดมหามัยมุนีได้มีรูปภาพแสดงองค์พระมหามัยมุนีให้แต่ละยุคให้พิสูจน์ ซึ่งผมดูแล้วพบว่าพระพักตร์ของท่านใน 4 ยุคดูไม่เหมือนกันจริงๆด้วย

นับเป็นความน่ามหัศจรรย์ที่หากมองในทางวิทยาศาสตร์ มุมมองของพระพักตร์ที่เปลี่ยนไปอาจเกิดจากการสะท้อนแสงเงา เกิดจากการประมวลภาพของสายตาตามพระวรกายที่เปลี่ยนไป แต่หากมองในทางศาสนาแล้ว

นี่ล้วนเกิดจากมหาศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่ชาวพุทธมีต่อพระพุทธรูปองค์นี้

พิธีการล้างพระพักตร์อันเปี่ยมไปด้วยศรัทธา

รับขวัญวันใหม่กับ“พิธีล้างพระพักตร์”

ปกติเวลาผมอยู่กรุงเทพฯจะเป็นคนตื่นสาย เพราะไม่ชอบมาผจญรถติดในยามเช้า แต่ในวันนี้ที่มัณฑะเลย์ แม้จะต้องตื่นแต่มืดแต่ดึกก่อนไก่โห่ตั้งแต่ตีสามกว่าๆ ผมก็เต็มใจยินดี เพื่อที่เราจะได้ไปทัน “พิธีล้างพระพักตร์” พระมหามัยมุนี พิธีแห่งความศรัทธาที่จัดสืบต่อกันมานับพันปี

ไกด์ชาวพม่าบอกกับผมว่า พิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี ปฏิบัติต่อเนื่องกันมากว่าพันปีแล้ว พิธีนี้มาจากความเชื่อนับแต่โบราณกาลของชาวพม่าที่ว่า พระมหามัยมุนีนี้ได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า(ตามที่ได้กล่าวมาข้าง ต้น) จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิตมีลมหายใจ ดังนั้นจึงต้องจัดพิธีล้างหน้า แปรงฟัน เหมือนกับคนเราให้ในทุกๆเช้าของทุกวัน โดยไม่มีเว้นวันฝนตกหนักหรือวันหยุดพิเศษใดๆ

เช็ดพระพักตร์

พิธีล้างพระพักตร์จะเริ่มขึ้นเมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสถือกุญแจมาไขใน เวลาประมาณ ตีสาม 45 นาที มีวงดนตรีมโหรีเล่นสดๆประโคมบอกให้รู้ จากนั้นเวลาประมาณตี 4 ขั้นตอนการล้างพระพักตร์จะเริ่มขึ้น มีการคลุมผ้าพระวรกายขององค์พระ ถวายอาหารผลไม้ เปลี่ยนดอกไม้เก่าออกไป นำดอกไม้ใหม่มาถวาย

จากนั้นเป็นการล้างพระพักตร์ที่มีส่วนผสมของน้ำไม้จันทน์หอมและ “ทานาคา” สมุนไพรทำแป้งพม่าที่หลายคนคุ้นหูดี โดยขั้นตอนการล้างพระพักตร์จะล้างด้วยขันทอง 3 ครั้ง ขันเงิน 3 ครั้ง และขันธรรมดา 3 ครั้ง มีการแปรงพระโอษฐ์(ริมฝีปาก)ที่เป็นดังการแปรงฟันให้ท่าน และมีการเช็ดหน้าที่มีคนนำผ้าเช็ดหน้ามาถวาย เช็ดวันหนึ่งๆไม่ต่ำกว่า 100 ผืน ซึ่งพิธีจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

แปรงพระโอษฐ์

หลังการล้างพระพักตร์เสร็จพระผู้นำการล้างพระพักตร์จะนำ“รัก”มาทา องค์พระ แล้วจึงนำปิดทอง ซึ่งช่วงนี้จะมีคนมารอต่อแถวเข้าคิวยาวทั้งชาวพม่าและนักท่องเที่ยว โดยชาวพม่าเชื่อว่าการได้ปิดทองพระมหามัยมุนีในยามเช้าเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับการปฏิบัติภารกิจในวันนั้น ส่วนใครที่ได้ปิดทองเป็นคนแรกต่อจากพระผู้นำพิธี ผู้นั้นจะได้รับมงคลอย่างสูงล้ำ

ทุกๆเช้าจะมีคนมาร่วมทำพิธีล้างพระพักตร์กันเป็นจำนวนมาก

นอกจากจะมากราบไหว้ปิดทองแล้ว ผมยังเห็นหลายคนยังมานั่งสมาธิ สวดมนต์ นับประคำ ซึ่งถือเป็นเรื่องชินตาของที่นี่นับตั้งแต่เช้าไปจนค่ำมืด ส่วนผู้หญิงที่แม้จะขึ้นไปปิดทองไม่ได้ ทางวัดกันเขตไว้ ก็ดูจะไม่เป็นอุปสรรคต่อศรัทธา เพราะมีการเดินทางมากราบไหว้ นั่งสมาธิ สวดมนต์ ทำบุญ ทำทาน กันอยู่ทั่วไป

สำหรับผมการเที่ยวชมความศรัทธาแห่งพระพุทธศาสนาที่พม่า ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมและสัมผัสกับพิธีล้างหน้าพระพักตร์อันศักดิ์สิทธิ์ และได้เห็นถึงมหาศรัทธาอันแรงกล้าของชาวพม่าที่มีต่อพระมหามัยมุนีแล้ว งานนี้ผมมองพม่าแล้วไม่ขอย้อนมาดูตนครับ

เพราะเมื่อย้อนมาดู เจอพฤติกรรมของ “เณรคำ” หรือที่ใครหลายคนเรียกว่า “ไอ้คำ” แล้ว บอกคำเดียวว่า

เสื่อม!!!

เทวรูปขอมโบราณที่เชื่อว่าเจ็บป่วยตรงไหนให้ไปลูกตรงนั้นแล้วจะดีขึ้น

****************************************

นอกจากพระมหามัยมุนีแล้ว ที่วัดมหามัยมุนี ยังมีสิ่งน่าสนใจได้แก้อาคารสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์แบบพม่า รูปเคารพ ศิลปวัตถุต่างๆ โดยที่ด้านข้างวิหารพระมาหมัยมุนีมีศาลาเก็บเทวรูปหล่อสำริดศิลปะขอมสมัยพระ เจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นรูปทวารบาล สิงห์และช้างเอราวัณ ซึ่งชาวพม่าเชื่อว่าใครที่เจ็บปวดตรงส่วนไหนของร่างกาย ให้มาลูบคลำตรงส่วนนั้นของเทวรูปก็จะทำให้อาการดีขึ้นหรือช่วยรักษาอาการได้

นอกจากนี้ที่วัดมหามัยมุนียังเป็น ตลาดขายของที่ระลึกที่สำคัญ มีสินค้าที่ระลึกมากมายให้เลือกซื้อส่วนใครที่ไปในตอนเช้าจะมีพระ-เณร มาบิณฑบาตเรี่ยรายบุญ มีอาหาร-ขนมพื้นบ้านมาขาย อีกทั้งยังจะได้พบกับภาพวิถีชีวิตอันน่าสนใจให้สัมผัสกัน

       ***********************************************************

Written by beername

กรกฎาคม 11, 2013 at 10:09 pm

เตือนภัยATM!!โจรอังกฤษใช้เครื่องดูดบัตรลอบส่องรหัสไปกดเงิน

leave a comment »

ผู้พิพากษาของศาลสูงคดีอาญากลูเซสเตอร์ ระบุว่าอุปกรณ์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนใช้นี้ แสร้งทำให้ผู้ใช้บริการกดเงินเข้าใจผิดคิดว่าบัตรถูกตู้เอทีเอ็มกลืนเข้าไป แต่ความจริงแล้วบัตรแค่เข้าไปติดอยู่ในเครื่องมือที่โจรเหล่านี้ติดตั้งไว้เท่านั้น ซึ่งจากนั้นพวกเขาก็จะลงมือกู้บัตรออกมา และด้วยกล้องขนาดเล็กที่ซุกซ่อนไว้สำหรับบันทึกภาพตอนที่ผู้ใช้กดรหัส ก็ทำให้ผู้ต้องหาสามารถใช้บัตรเอทีเอ็มที่ดูดมาได้ในภายหลัง

อย่างไรก็ตามแผนการของผู้ต้องหาถูกตำรวจกลูเซสเตอร์ ทลายได้อย่างรวดเร็ว โดยก่อนถูกจับทั้ง 3 คนเพิ่งทำเงินได้แค่ 90 ปอนด์ ขณะที่พวกเขาให้การกับศาลว่าได้อุปกรณ์นี้มาอย่างง่ายๆ หลังจากพบว่ามันมีขายบนโลกอินเตอร์เน็ต

นายลูเซียน ดัสคาเลสคู วัย 28 ปี กับนายมิฮาดิ ดราแกน วัย 27 ปีจากโคเวนทรี และนายคริสเตียน ทูดอร์ วัย 21 ปีจากเลสเตอร์ ล้วนสารภาพว่าสมรู้ร่วมคิดกันขโมยบัตรเอทีเอ็มผ่านอุปกรณ์ดักจับบัตรและบันทึกรหัสบัตรของผู้ใช้ จากนั้นก็ดำเนินการใช้บัตรกดขโมยเงินออกจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย ทั้งนี้ 2 ใน 3 ผู้ต้องหา เพิ่งเข้ามาอยู่ในอังกฤษไม่กี่สัปดาห์ ก่อนก่ออาชญากรรมดังกล่าว

จากฐานความผิดนี้ ศาลพิพากษาจำคุกนายดัสคาเลสคูกับนายดราแกน คนละ 18 เดือน ส่วนทางทูดอร์ โดนโทษจำคุกเป็นเวลา 13 เดือน

จอห์น เทรวาสกีส์ เจ้าหน้าที่ศาลระบุว่า “เนื่องด้วยปฏิบัติการอันรวดเร็วของตำรวจ พวกเขาจึงสามารถระงับเหตุร้ายได้ตั้งแต่เริ่ม ไม่อย่างนั้นผมมั่นใจว่ารูปแบบอาชญากรรมลักษณะนี้จะก่อความเสียหายมูลค่ามหาศาลและยาวนาน”

ด้านตำรวจกลูเซสเตอร์ กล่าวหลังปิดคดี เตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการใช้ตู้กดเงินอัตโนมัติ “ฉันหวังว่าคดีนี้และภาพของอุปกรณ์นี้จะช่วยให้ผู้คนคิดให้มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของตู้เอทีเอ็มหรือเครื่องมือต่างๆที่ต้องใช้รหัส” โฆษกตำรวจบอก “มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องใช้มือปิดเสมอตอนที่กดรหัส ถ้าคุณทำแบบนั้น คุณก็จะสามารถปกป้องตนเองได้ แม้พวกโจรจะได้บัตรหรือคัดลอกบัตรคุณไป เพราะพวกมันจะไม่สามารถนำบัตรไปกดได้”

เณรคำ หนีหมายจับ ซุกบ้านส่วนตัวในอเมริกา

leave a comment »


เณรคำ” รีบเผ่นจากฝรั่งเศสเข้าอเมริกา หลังจากวัดในแดนน้ำหอมไม่เอาด้วยแล้ว และต้องรีบเข้าสหรัฐฯ ก่อนมีหมายจับจากทางการไทย เชื่อเข้าซุกหัวในบ้านพักที่จอมลวงโลกเป็นเจ้าของเองในแคลิฟอร์เนีย คาด หากดีเอสไอออกหมายจับคดียาเสพติด “ไอ้คำ”ไม่รอดแน่

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันนี้ (10 ก.ค.) ตามเวลาในประเทศไทย เว็บไซต์A Little Buddha.com ได้รายงานเปิดโปงสาเหตุที่ นายวิรพล สุขผล หรือ “เณรคำ” เดินทางออกจากประเทศฝรั่งเศสไปยังสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า เนื่องจากวัดโพธิญาณราม เมืองตวกหน่ง ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีพระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ (ปานขาว) พระชาวลาว สัญชาติฝรั่งเศส เป็นเจ้าอาวาส เป็นวัดที่แม้จะไม่สังกัด แต่ก็ใกล้ชิดกับวัดสระเกศ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งหากเณรคำยังพักอาศัยอยู่ที่วัดดังกล่าวย่อมจะเกิดความกดดันอย่างแรงต่อพระปานขาว ในฐานะผู้ให้ที่พักพิงแก่เณรคำ อันมีผลกระทบกับภาพพจน์ของวัดสระเกศได้ ถ้าไม่เชิญเณรคำออกจากวัด พระปานขาวก็อาจจะเจอปัญหาใหญ่กับตัวเองถึงกับเหยียบวัดสระเกศไม่ได้ ดังนั้น เมื่อถึงคราวต้องเอาตัวรอด พระปานขาวก็จำเป็นต้องให้เณรคำออกจากวัด ซึ่งเมื่อวัดโพธิญาณรามไม่เอาแล้ว ก็หมดที่อาศัยในฝรั่งเศส เพราะเณรคำเข้าฝรั่งเศสได้ด้วยคำเชิญของพระปานขาว

สำหรับสาเหตุที่เณรคำเลือกที่จะเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเณรคำมีบ้านส่วนตัวอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ดังนั้น จึงมีสิทธิ์เต็มที่ในการอยู่อาศัย โดยไม่ต้องอาศัยบ้านใครหลบซ่อน แถมเณรคำยังคงมีสาวกในรัฐแคลิฟอร์เนียอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถเป็นที่พึ่งพิงได้เพราะเคยเกื้อกูลกันมาก่อน

ทั้งนี้เว็บไซต์ A Little Buddha.com ยังได้แสดงหลักฐานเป็น Grand Deed หรือ โฉนดที่ดิน บ้านเลขที่ 32140 ออร์เตกา ไฮเวย์ เมืองเลก เอลซินอร์ (Lake Elsinore) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีชื่อนายวีรพล สุขผล เป็นเจ้าของ

เว็บไซต์ A Little Buddha.com ระบุว่า เณรคำต้องรีบเดินทางเข้าสหรัฐฯ ก่อนที่ทางการไทยจะมีหมายจับจากศาล ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเพียงแค่ข่าวยังไม่เป็นคดีความ หรือเป็นเพียงคดีทางสงฆ์เท่านั้น ส่วนคดีทางบ้านเมืองยังมีอีกหลายขั้นตอนหรืออีกหลายวัน แต่หากช้าไปกว่านี้อาจจะถูกกักตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ ถ้ามีหมายศาลจากเมืองไทยในภายหลังแล้วจะทำอย่างไรก็ค่อยว่ากันต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากดีเอสไอขอหมายจับต่อศาลตามฐานความผิดของเณรคำ 8 ข้อ มีเรื่องยาเสพติดอยู่ด้วย เณรคำก็มีโอกาสที่จะถูกจับส่งกลับเมืองไทย แต่ถ้าหลุดเรื่องยาเสพติด เณรคำก็จะเป็นอิสระในสหรัฐอเมริกา เพราะข้อหาทางศาสนาเป็นข้อยกเว้นในระเบียบการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน

อนึ่ง เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้ประชุมร่วมกับ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักตรวจพิสูจน์ทางชีววิทยา สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และตำรวจกองปราบปราม เพื่อหารือถึงการการกระทำความผิดของเณรคำ ซึ่งมีมติว่า เณรคำเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมาย 8 ฐานความผิด โดยฐานความผิดที่ 1 ใช้สื่อสารสนเทศหรือเว็บไซต์ โฆษณาข้อความเป็นเท็จ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณชนตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ที่มีการอวดอ้างว่าไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ และพระอินทร์มอบหมายให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ด้วยทอง 9,000 กก.และอะไรอีกต่างๆ นานา ความผิดที่ 2 กระทำชำเราเด็กหญิง รวมไปถึงการพรากผู้เยาว์ ความผิดที่ 3 หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรกรณีรถหรู โดยมีรถต้องสงสัยอยู่ 9 คัน ความผิดที่ 4 กรณีเสพยาเสพติดให้โทษ ความผิดที่ 5 แสดงและใช้หลักฐานวุฒิการศึกษาเป็นเท็จ ที่อ้างว่าจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ความผิดที่ 6 ฆ่าคนตายโดยประมาท กรณีขับรถชนคนตาย ความผิดที่ 7 ฟอกเงิน กรณีเบียดบังเงินที่ได้จากการบริจาคไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ ทั้งบ้าน รถยนต์ ที่ดิน เครื่องงบิน และการใช้ใจอย่างสุรุ่ยสุร่าย รวมถึงการที่อาจจะมีการนำเงินไปฝากที่ต่างประเทศ และความผิดที่ 8 ความผิดทางธรรมตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ คือ การอวดอุตริ อภินิหารต่างๆ

Written by beername

กรกฎาคม 10, 2013 at 9:07 pm

พัค ชิน เฮ ซุป’ตาร์ ผู้น่ารัก!!!

leave a comment »

จะพลาดได้อย่างไรเมื่อทราบข่าวว่านางเอกดังของเกาหลีจะเดินทางมาไทย ในวาระแสนพิเศษครบรอบ 10 ปีเต็มๆ ที่เธอเปล่งแสงในวงการบันเทิง จัดกิจกรรมแฟนมีตติ้งเป็นครั้งแรกกับแฟนๆ ชาวไทย ‘2013 พัคชินเฮ เอเชีย ทัวร์, คิส ออฟ แองเจิล อิน ไทยแลนด์ (2013 Park Shin Hye Asia Tour, Kiss of Angel in Thailand)’

ชินเฮ เป็นนักแสดงหญิงแถวหน้าของเกาหลีที่ประสบความสำเร็จอย่างสุดขีด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ ในประเทศและต่างประเทศ เธอครองตำแหน่งนักแสดงหญิงยอดนิยม รางวัลยอดเยี่ยมทางด้านภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ประจำปีระดับประเทศของเกาหลีใต้ “แพ็กซัง อาร์ตส์ อวอร์ดส์” (Paeksang Arts Awards) ของประเทศเกาหลีใต้ถึง 3 ปีซ้อน

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ-สกุล : พัค ชิน เฮ
วันเดือนปีเกิด : 18 กุมภาพันธ์ 2533 อายุ 23 ปี
ส่วนสูง/น้ำหนัก : 163 ซม. / 45 กก.
อาชีพ : นักแสดง ชาวเกาหลีใต้
การศึกษา : มัธยม – Seoul Young-Pa Girls
ปริญญาตรี – Seoul Joongang University, Majoring in drama & movie
ผลงาน : ซีรี่ส์ – Stairway to Heaven (2003), Not Alone (2004), Cute or Crazy 2005), Tree of Heaven (2006), Goong S (2007), Several Questions That Make Us Happy (007), Kimcheed Radish Cubes (2007), Bicheonmu (2008), You’re Beautiful (2009), High Kick Through The Roof (2010, cameo), Heartstrings (MBC, 2011), Heartstrings (MBC, 2011), The King of Drama (2012), Flower boy next door (2013), Heirs (2013) ฯลฯ
ภาพยนต์ – Love Phobia (2006), Evil Twin / The Hometown of Legends (2007), Cyrano Dating Agency (2010), Green Day (2011), Miracle in cell No.7 (Old name – December 23th) (2012) ฯลฯ
‘Love of Rock, Paper, Scissors’ (short movie) (2013) และอื่นๆ

รางวัลที่ได้รับ : 2003 SBS Drama Awards: Child Actress Award (Stairway to Heaven), 2007 MBC Drama Awards: Best Newcomer Actress (Kimcheed Radish Cubes), 2009 SBS Drama Awards: New Star Award (You’re Beautiful), 2011 47th Paeksang Arts Award: Popular Actress in Movies (Cyrano Agency), 2011 LeTV Entertainment Award: Popular Asian Female Star Award, 2012 48th Paeksang Arts Award: Popular Actress in Dramas (Heartstrings), 2012 KBS Drama Awards : One Act Special Award-Best Actress (Don’t Worry, I’m a Ghost), 2013 49th Paeksang Arts Award: Popular Actress in Movies (Miracles in 7th Cell)

Written by beername

กรกฎาคม 8, 2013 at 9:01 pm

เขียนใน Uncategorized

Tagged with

“โดนัท” รับห่าง “อนันดา” เผยชอบเอาชนะกันจนกดดันฝ่ายชายโดยไม่รู้ตัว

leave a comment »

ก่อนหน้านี้แฟนหนุ่ม “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” เพิ่งออกมายอมรับว่าทะเลาะกับหวานใจ “โดนัท มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” เพราะเรื่องงานเป็นเรื่องปกติ ล่าสุดสาวโดนัทมาร่วมงานแต่ง “กิ๊ฟ วรรธนะ กัมทรทิพย์” กับแฟนสาวนอกวงการโดยไร้เงาของแฟนหนุ่ม จนหลายๆ คนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น สาวโดนัทก็ยอมรับกับสื่อว่ายังรักกัน แต่ที่ห่างกันเพราะเรื่องงาน

“ก็เจอกันปกติค่ะ แต่ช่วงนี้จะยุ่งหน่อยเพราะว่าโดนัทบ้าน AF เพิ่งเปิด (รับหน้าที่เป็น Acting Trainer) แล้วอนันดาก็เพิ่งเปิดกองซีรีย์ Full House เรียกว่าเจอกันน้อยลง แต่รักกันอยู่แล้ว ก็คุยกันคือช่วงนี้มันเหมือนว่าต่างคนต่างมีงานที่ต้องรับผิดชอบใหญ่หน่อย แล้วความกดดันก็ค่อนข้างเยอะ ก็มีปัญหากันบ้างเป็นเรื่องปกติ ถ้าถามโดนัทเรารู้สึกว่าไม่ต้องรีบไปแก้ไข หรือว่าต้องไปทำอะไร รู้สึกว่าตอนนี้ก็ต่างคนต่างไปทำงานกันก่อนดีกว่า อย่างเรื่องรักหรือหวังดีเราก็เป็นกันอยู่แล้วไม่ต้องถามหรอก แต่จริงๆ วันนี้เรายุ่งมาก แล้วงานมันเรียกร้องเยอะ”

เผยอนันดาก็รู้ว่าห่างกัน รับทะเลาะกันบ่อย

“ส่วนเรื่องทะเลาะกันมันก็ปกติดี ก็ทะเลาะกันตลอด เรื่องยอมก็แล้วแต่ค่ะ บางทีก็โดนัทบางทีก็เขา เอาเป็นว่ายังไงก็อย่างนั้นแหละ ก็ไม่มีเรื่องอื่นค่ะเป็นเรื่องงานนี่แหละ เป็นเรื่องความกดดันรอบๆ ตัวเรา คือโดนัทว่างานมันเรียกร้องจริงๆ ให้ 2 คนอยู่ในช่วงเวลาที่กดดันมากของชีวิต แต่เพราะติสต์ทั้งคู่รึเปล่าก็ไม่รู้นะ อันนี้คิดเองคือเราเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก บางทีทำอะไรชอบแข่งกันตลอด แบบบางทีอีกคนนึงไปกดดันกันโดยไม่รู้ตัว คือบางทีก็ต้องปล่อยช้าลง ให้เขาไปทำงานของเขาเอง”

“เขารู้ว่าห่างกัน คือโดนัทก็ไม่ได้รีบอะไรตอนนี้คิดว่าทำงานดีกว่า เพราะทุกวันนี้โดนัทก็นอนน้อยมาก กลับบ้านตี 3-4 ทุกวัน บางทีก็ยันเช้า อย่างวันนี้ก็ต้องไปประชุมก่อนจะไปงาน พรุ่งนี้ก็ต้องถ่ายละครคือมันยุ่งอ่ะ แต่ ณ วันนี้เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม เพราะว่าก่อนมาก็เจอกันไม่ได้ต้องรีบทำอะไรไงในช่วงเวลานี้ ก็ปกติปัญหามันก็ต้องมีอยู่แล้วก็ทำงาน ก็ทะเลาะกันปกติค่ะ 3 วันดี 4 วันผีเข้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ายังไงเราก็เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก คือความเป็นเพื่อนเราเยอะ เราก็เลยต้องเอาชนะกันอยู่เรื่อย แล้วเขาก็กดดันโดยที่โดนัทก็ไม่รู้”

ยอมรับว่าได้คุยกันว่าถอยคนละก้าว
“ก็ปกติบางทีคนเราก็ต้องมีคุยบ้าง เอาเป็นว่ายังไงก็อย่างนั้นแหละ แต่เรื่องทบทวนอันนี้ยังไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้น คิดว่าค่อยๆ ปรับแก้กันไป แล้วก็เดี๋ยวว่ากันอีกทีนึง ถามว่าเสียใจไหมบางทีมันก็พูดยาก คือมันยุ่งจนเราไม่รู้ว่าเราจะทำยังไงดีกับตรงนี้เลยไม่ได้คิด”

ปากบอกโอเค แต่สีหน้าสวนทางกันเห็นๆ ซึ่งพอโดนทักเรื่องนี้เจ้าตัวก็บอกยังโอเคไม่เศร้า
“ไม่ โดนัทว่าโดนัทโอเค เอาเป็นว่าไปทำงานกันก่อน แล้วเดี๋ยวมาดูอีกทีว่าจะเป็นยังไง (เคยเสียน้ำตาไหม?) อันนี้ลงลึกไปนิดนึง เอาเป็นว่ารอดูกันไปก่อน โดนัทว่าปกติ คนรักหวังดีกันเป็นเรื่องปกติ เราก็ยังเป็นห่วงกันอยู่ เพราะก็ยังถามว่างานเป็นยังไงเสร็จหรือยัง คืองานส่วนตัวมันเยอะมากจนไม่รู้ว่าจะไปทำงานด้วยกันตอนไหน คือโดนัทยุ่งจริงๆ ไม่เคยยุ่งแบบนี้มาก่อน เรื่องลดสถานะ อย่าให้โดนัทระบุเลยค่ะ จริงๆ ก็เหมือนเดิมเหมือนตอนต้น ปล่อยไปก่อนตามธรรมชาติยังไงก็อย่างนั้น”

 

Written by beername

กรกฎาคม 8, 2013 at 8:58 pm

เขียนใน Uncategorized

Tagged with ,

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.