TH News

ข่าวภาษาไทย

เปิดคำสั่ง”อัยการ” ไม่ฟ้อง”ทักษิณ-หญิงอ้อ”กับพวก คดีปกปิดถือหุ้น”เอสซีฯ”

leave a comment »

หมาย เหตุ – เป็นรายละเอียดความเห็นของคณะทำงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีปกปิดโครง สร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นางเพ็ญโสม ดามาพงศ์ กรรมการ บริษัท เอสซี แอสเสท นางบุษบา ดามาพงศ์ อดีตกรรมการบริษัท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภรรยา ผู้ต้องหาที่ 1-4 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ที่ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเสทฯ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม

สำหรับคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กับพวก คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บ.เอสซี แอสเสทฯ นี้ ทางอัยการทำหนังสือชี้แจงอย่างละเอียด ดังนี้

ข้อ กล่าวหาที่ 1 ที่กล่าวหา บริษัทเอสซีแอสเสทฯผู้ต้องหาที่ 1 และ นางบุษบา ผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งใน แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนในสาระสำคัญ

ข้อ กล่าวหาที่ 2 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ต้องหาที่ 3 และ คุณหญิงพจมาน ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานเป็นบุคคลผู้จำหน่ายหลักทรัพย์ในลักษณะที่ทำให้ตนหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ ถือหลักทรัพย์ในกิจการนั้นลดลงเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนทุกร้อยละห้าของจำนวน หลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการนั้น ร่วมกันไม่รายงานถึงจำนวนหลักทรัพย์ในทุกร้อยละห้าของการจำหน่ายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงาน ก.ล.ต.ภายในวันทำการถัดจากวันที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการนั้น

ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนฟังได้ว่า

1. บริษัท เอสซี แอสเสทฯ ผู้ต้องหาที่ 1 แสดงรายการข้อมูลตามความเป็นจริงและครบถ้วนตามประกาศที่ กจ.44/2543 โดยบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่สำนักงาน ก.ล.ต.ให้ความเห็นชอบ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินเป็นผู้ร่วมจัดทำและรับรองความถูกต้องของข้อมูล และมีสำนักงานกฎหมายบริษัท ไว้ท์ แอนด์ เคส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย

2.การยื่นคำขอ การอนุมัติ ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนปกติ เมื่อบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ยื่นคำขอ เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.ทำการตรวจแบบ 69-1 โดยให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท และที่ปรึกษาทางการเงินชี้แจงเพิ่มเติมประกอบการตรวจข้อมูลหลายครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.ทำบันทึกการตรวจโดยมีข้อสังเกตและข้อแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลหลายประการ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่เป็นประเด็นในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.เห็นว่าบริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ได้เปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้จัดกลุ่มครอบครัวชินวัตร ซึ่งประกอบด้วย น.ส.พินทองทา น.ส.แพทองธาร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นกลุ่มเดียวกัน สำนักงาน ก.ล.ต.จึงมีหนังสือแจ้งให้บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 และที่ปรึกษาทางการเงินร่วมกันแก้ไข

3.บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 และที่ปรึกษาทางการเงินยื่นแบบ 69-1 ฉบับแก้ไขตามที่ ก.ล.ต.แจ้ง สำนักงาน ก.ล.ต.เห็นว่า มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจึงอนุมัติและมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 โดยระบุ ว่า ณ วันที่ 1 กันยายน 2546 น.ส.พินทองทา และ น.ส.แพทองธาร มีหุ้นคนละจำนวน 92,990,854 หุ้น คุณหญิงพจมาน มีหุ้น 9,253,127 หุ้น รวมหุ้นครอบครัวชินวัตร 195,234,835 หุ้น,กองทุน OGF (Overseas Growth Fund Inc.) มี 31,780,000 หุ้น, กองทุน ODF (Offshore Dynamic Fund Inc.) มี 29,385,144 หุ้น และอื่นๆ มี 21 หุ้น

4.กองทุน OGF และ ODF เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ผู้มีอำนาจกระทำการคือผู้จัดการกองทุน ไม่ใช่ผู้ถือหน่วยลงทุน

5. น.ส.สุนันท์ เลิศสีทอง ผอ.อาวุโสฝ่ายวานิจธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาตฯ ที่ปรึกษาทางการเงิน นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ ทนายความอาวุโส ที่ปรึกษากฎหมาย ยืนยันว่าการยื่นแบบ 69-1 ของบริษัท ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ดำเนินการเป็นไปตามประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต.ที่ กจ.44/2543 แต่หากยื่นภายหลังจากที่สำนักงาน ก.ล.ต.แก้ไขประกาศฯ ที่ กจ./2546 ใช้บังคับแล้วต้องปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2546 หลังจากที่บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ได้ยื่นแบบ 69-1 และเสนอขายหุ้นเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546

6.เจ้า หน้าที่ ก.ล.ต.ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ใช้บังคับตามประกาศ สำนักงาน ก.ล.ต.ที่ กจ.44 /2543 ต่อมาได้มีการแก้ไขโดยประกาศฯที่ กจ.28/2546 ฝ่ายจดทะเบียนหลักทรัพย์ ได้ออกหนังสือเวียน ที่ จ(ว) 2/2547 ซักซ้อมความเข้าใจและอธิบายที่มาของการแก้ไขสรุปได้ว่า การแก้ไขสืบเนื่องจากในบางกรณีชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เปิดเผยไว้เป็นชื่อ นิติบุคคลที่ถือหุ้นในทอดแรก ซึ่งผู้ลงทุนอาจไม่ทราบว่าเป็นบุคคลใด จึงได้เพิ่มเติมให้เปิดเผยบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และธุรกิจหลักของบุคคลดังกล่าวด้วย

7.จากแบบ 69-1 ของบริษัทมหาชนรายอื่นซึ่งมีที่ปรึกษาทางการเงินทุกรายที่ยื่นตามประกาศที่ กจ.44/2543 ในช่วงเวลาเดียวกับผู้ต้องหาที่ 1 การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ส่วนแบบ 69-1 ของบริษัทมหาชนรายอื่นที่ยื่นภายหลังเกิดเหตุจะปฏิบัติตามประกาศที่ กจ.28 /2546 ที่แก้ไขแล้ว

ข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ผู้ต้องหาที่ 3 และ 4 ว่าเป็นบุคคลผู้จำหน่ายหลักทรัพย์ร่วมกันไม่รายงานการจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อ สำนักงาน ก.ล.ต.ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 246 และ 298 โดยความผิดฐานที่คณะกรรมการเปรียบเทียบความผิดที่รับมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจ เปรียบเทียบได้ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา 317

1.ตามมาตรา 246 เป็นเรื่องบุคคลใด จำหน่ายหลักทรัพย์บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องรายงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนดไว้ ในประกาศที่ กจ.58/2545 ซึ่งประกาศดังกล่าวระบุให้บุคคลที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์มีหน้าที่ต้อง รายงานตาม มาตรา 246 ยื่นรายงานตามแบบ 246-2 ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ยื่นรายงานนั้นคือผู้ที่จำหน่ายหลักทรัพย์

2. ประกาศที่ กจ.58/2545 ข้อ 4 ระบุว่า เมื่อบุคคลใดแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในส่วนที่ว่าด้วยการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำ กิจการ หรือได้แสดงในรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการที่ยื่นต่อสำนัก งานว่าตนเป็นกลุ่มเดียวกับบุคคลใดในการเข้าถือหลักทรัพย์ของกิจการนับแต่ เวลาดังกล่าวเป็นต้นไปหน้าที่ในการรายงานตามมาตรา 246 ให้พิจารณาจากผลรวมของหลักทรัพย์ที่ถือโดยบุคคลทุกรายในกลุ่มและบุคคลตา มาตรา 258 ของบุคคลในกลุ่มรายงานตามวรรคหนึ่งจะจัดทำและยื่นโดยบุคคลใดที่ข้อมูลต้อง ถูกรวมอยู่ในรายงานตามวรรคหนึ่งก็ได้ และเมื่อได้ยื่นต่อสำนักงานแล้วให้ถือว่าผู้ได้มาหรือจำหน่ายนั้นได้รายงาน การได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อสำนักงานตามมาตรา 246 แล้ว แต่การแจ้งข้อมูลตามประกาศที่ กจ.44/2543 ตามตารางการเปิดเผยข้อมูลแบบ 69-1 การถือหุ้นของกองทุน OGF และODF อยู่ในลำดับที่ 4-5 โดยไม่ได้มีการจัดรวมให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับบุคคลใดจึงไม่อยู่ในข้อบังคับ ของประกาศที่ กจ.58 /2545 ข้อ 4

3.กองทุน OGF และODF เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนที่ประเทศมาเลเซียภายใต้การควบคุมกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต.มาเลเซีย มีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ในนามกองทุน OGF และ ODF ที่บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ได้มอบอำนาจให้นาย มูฮัมหมัด อะวี กู เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนในการสั่งซื้อขายหลักทรัพย์

4.เมื่อแต่ละ กองทุนได้ขายหุ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัสฯ ระหว่างวันที่ 17 เมษายน-28 สิงหาคม 2549 หลายครั้ง นายมูฮัมหมัดผู้รับมอบอำนาจของทั้งสองกองทุนได้รายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เกิดร้อยละห้าของสัดส่วนที่ตนถือครองอยู่ให้สำนักงาน ก.ล.ต.ทราบตามแบบ 246-2 ครอบถ้วนแล้ว

ดังนั้น คณะทำงานอัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องโดนส่งสำนวนการสอบสวนให้อธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษ พิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 และ ป.วิ อาญา มาตรา 145 ต่อไป และเนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอดำเนินคดีเฉพาะข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เท่านั้น

ส่วนความผิดฐานอื่นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 พนักงานสอบสวนได้แยกไปดำเนินการต่างหาก ดังนั้น คณะทำงานอัยการจึงไม่วินิจฉัยในข้อกล่าวหาที่แยกดำเนินการไปแล้ว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: